ถ่ายภาพท่องเที่ยวด้วยสมาร์ทโฟน: Mode Portrait vs Mode Night – เลือกไหนให้ชิล

โดย กานต์รวี มีทรัพย์ · 23 เมษายน 2569
ภาพประกอบเรื่อง ถ่ายภาพท่องเที่ยวด้วยสมาร์ทโฟน: Mode Portrait vs Mode Night – เลือกไหนให้ชิล
ถ่ายภาพท่องเที่ยวด้วยสมาร์ทโฟน: Mode Portrait vs Mode Night – เลือกไหนให้ชิล

สมาร์ทโฟนที่มันขึ้นเรื่อย ทำให้เราลืมกล้องมืออาชีพไปแล้ว

อาจารย์บอกว่าการถ่ายภาพดีต้องมีกล้อง DSLR และเลนส์แพงๆ พอมาเที่ยวแถบเอเชีย ยังมีทัวร์ไกดยั่วให้เช่ากล้องมิเรอร์เลสราคาหลักหมื่น บางทีผมคิดว่า "แล้วเรื่องสมาร์ทโฟนสัก?" แล้วก็ลองไปจริง ปรากฎว่า Mode ต่างๆ บนโทรศัพท์จนได้ชิลเลย

เพราะความจริงคือ ในการท่องเที่ยว คุณไม่จำเป็นต้องเป็นมืออาชีพหรือแม้แต่จะเข้าใจการถ่ายภาพลึกๆ สิ่งที่สำคัญคือการเลือกใช้เครื่องมือที่มี ให้ตรงกับสถานการณ์นั่นแหละ

วันนี้เลยอยากพูดคุยกับคุณถึง Portrait Mode กับ Night Mode – สองตัวแม่มดในสมาร์ทโฟนของเรา ว่าแต่ละอันทำอะไรได้ และควรใช้เวลาไหน

Portrait Mode: เมื่อคุณอยากให้ผู้ชม "จ้องดูเพียงคุณ"

Portrait Mode คืออะไร?

โหมดนี้ออกแบบมาเพื่อให้คุณแยกวัตถุหลัก (มักจะเป็นคน, อาหาร, หรือลายน้ำ) ออกจากพื้นหลัง โดยการทำให้พื้นหลังเบลอ (Blur) ขณะเก็บรายละเอียดของวัตถุหลักให้คมชัด

เล่นของลึกขึ้นไปหน่อย Portrait Mode นั้นใช้ depth sensor หรือแม้แต่เทคโนโลยี computational photography ที่วิเคราะห์ระยะห่างระหว่างวัตถุให้อัตโนมัติ จึงเหมือนว่าคุณใช้เลนส์ wide aperture (f/1.4-1.8) ของกล้อง DSLR เนื่องจากเลนส์แบบนั้นมี depth of field ตื้นมาก ทำให้พื้นหลังโป่งไปอย่างมีศิลป์

จุดเด่นของ Portrait Mode

  • ให้ผลลัพธ์ดูจริงจัง – พื้นหลังเบลอดูเหมือนเลนส์ที่แพงมากๆ ทำให้ภาพดูมีมิติ
  • ปรับแสงหน้าแบบ smart – ส่วนใหญ่ Protocol Mode มี studio lighting, contour lighting เป็นต้น ปรับแสงหน้าหรือวัตถุหลักได้ในแอปเท่าไร
  • เหมาะกับหลายสถานการณ์ – ไม่ว่าจะถ่ายคน อาหาร หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง ก็ใช้ได้
  • งานเร็ว ไม่ต้องแต่ง photoshop – อัตโนมัติเลย ยกมือชำเนิน

ข้อจำกัดของ Portrait Mode

ไม่มีอะไรสมบูรณ์ในโลกนี้ Portrait Mode ก็เช่นเดียวกัน

  • บางครั้งมันเบลอผิด – ถ้าคุณยืนอยู่หน้าสิ่งที่อยากให้คมชัด มันอาจเบลอเสื้นของคุณด้วย หรือถ้าอาหารติดกับจาน มันอาจบอกไม่ออกว่าไหนคืออาหาร ไหนคือไม่
  • ต้องระยะที่พอดี – เข้าใกล้เกินไปหรือไกลเกินไป มันอาจบ่นว่า "Move closer" หรือ "Move further"
  • แสงน้อยเวลากลางคืน มันวุ่น – ถ้าแสงไม่พอ AI อาจสับสนไม่เหลืออะไร
  • อาจขาดรายละเอียด – บางรุ่นโทรศัพท์จะเบลอเกินไป ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ

Night Mode: เมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้า แต่ภาพต้องยังสว่างมาก

Night Mode คืออะไร?

สำหรับใครที่อยากถ่ายท่องเที่ยวตอนเย็นหรือกลางคืน – เวลาที่สตรีทฟู้ด, ตลาดค่ำ, หรือสถาปัตยกรรมสั้นๆ เรืองแสง Night Mode คือช่วยชีวิตของคุณ

โหมดนี้จับภาพหลายเฟรมแล้วค่อยๆ นำมารวมกัน (Computational Stacking) เพื่อให้ภาพสว่างขึ้นโดยไม่ให้มันวุ่นหรือเหลือเงาแปลกๆ (Noise Reduction) ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ "ภาพกลางคืนที่ดูเหมือนถ่ายตอนค่ำหรือค่อนข้างเย็น" ซึ่งสวยมาก

ถ้าคุณเคยไปเชียงใหม่หรือเชียงราย ตอนกลางคืนจะมีระเบิดความสว่างจากหลอดไฟ ไทปิ้ง แม้ข้างหน้าปรู ๆ แต่ Night Mode จะจับได้ทั้งหมด

จุดเด่นของ Night Mode

  • แสงน้อยก็ถ่ายได้ – ไม่ว่าจะกลางคืนหรือแม้กระทั่งในสระน้ำใต้ดิน มันก็ยังถ่ายได้อยู่
  • สี RGB ยังเหลือสักตั้งเดิม – ไม่ดูเหลืองหรือส้มปึ่ง เหมือนภาพถ่ายกลางคืนแบบเก่า
  • ลด noise ได้ดี – ขณะที่ยกแสง มันยังหลีกเลี่ยง graininess ที่มักจะเกิดในสถานการณ์แสงน้อย
  • เหมาะสำหรับภูมิทัศน์และสถาปัตยกรรม – ลานเมืองที่มีแสงสำเร็จรูป, วัดท่ามีแสง, หรือแม้แต่ที่พักตากเดือนโครง

ข้อจำกัดของ Night Mode

  • ตัวไหว – โหมดนี้ต้องยังคงโทรศัพท์อยู่กับที่นาน ๆ หลายวินาที ถ้าคุณสั่นมือ ภาพจะโล่งไปหมด
  • หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวอย่างมากในเฟรม – ถ้ามีคนหรือรถเดินผ่าน มันอาจเหลือเงา ghost เกรียม
  • สี saturated อาจมากเกินไป – บางรุ่นโทรศัพท์ส่อ Night Mode ดูสี saturated จนเหม็นตา เหมือนภาพ Instagram ของสาวๆ ที่โม่ filter จนเกินไป
  • บางโทรศัพท์ไม่มี – รุ่นเก่าหรือราคาประหยัด อาจไม่มี Night Mode เลย

เปรียบเทียบขนาดใหญ่: Portrait Mode vs Night Mode

ท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์ไกด์
กานต์รวี มีทรัพย์
นักเดินทางสายชิลล์ ผู้รักการค้นหาเส้นทางใหม่ๆ รสชาติใหม่ และแรงบันดาลใจในทุกก้าว
เกณฑ์ Portrait Mode Night Mode
ความเหมาะสมกับแสงน้อย ไม่เหมาะสม ต้องแสงพอ ดีมาก เหมาะสมสุด
ความเสถียรหรือต้องโยกมือ โยกมือได้ ถ่ายเร็ว ต้องเก็บโทรศัพท์อยู่กับที่
เหมาะกับถ่ายคน ดีมาก มีแสงหน้า พอใช้ แต่คนต้องนิ่ง
เหมาะกับถ่ายอาหาร ดีมาก พื้นหลังเบลอ ดี แต่บางคนว่าจัดสีมาก
เหมาะกับถ่ายภูมิทัศน์