ทริคดูแลสุขภาพขณะท่องเที่ยว: 8 ข้อควรระวังที่นักเดินทางต้องรู้

โดย วรรณา เจริญสุข · 31 มกราคม 2568

ความสุขของการท่องเที่ยว มักจะเสียเปล่าเมื่อเราต้องใจเจ็บระหว่างเดินทาง น้อยคนที่ตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เขตเวลา อาหาร และระบบน้ำ สามารถสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพได้มหาศาล ผมเคยเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ต้องยกเลิกแผนการท่องเที่ยวกลางทางเพราะปัญหาสุขภาพ ทั้งที่หลายครั้งมันป้องกันได้

เพื่อให้การเดินทางของคุณเต็มไปด้วยความสุขจริงๆ ผมขอแชร์ประสบการณ์และความรู้ที่สะสมมาจากการท่องเที่ยวและการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ นี่คือ 8 ข้อที่ควรระวังและปฏิบัติตามอย่างจริงจัง

1. จัดการการ์ดเวลา (Jet Lag) ให้ชาญฉลาด

เมื่อไปท่องเที่ยวข้ามเขตเวลา ร่างกายของเราจะเข้าสู่สภาวะสับสน การนอนหลับไม่สนิท บางคนอาจมีอาการเบื่ออาหาร ปวดหัว หรือรู้สึกเหมื่อยวนไป ปัญหานี้อาจดูเล็กน้อย แต่มันสำคัญจริงๆ เพราะสภาพร่างกายที่ไม่ดีจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราอ่อนแอลง

วิธีรับมือ: ลองเริ่มปรับเปลี่ยนเวลานอนหลับของคุณ 2-3 วันก่อนออกเดินทาง ถ้าคุณจะบินไปฝั่งตะวันออก ให้พยายามนอนหลับเร็วขึ้น ถ้าบินไปฝั่งตะวันตก ให้นอนหลับช้าลงแทน เมื่อถึงที่หมายแล้ว ให้สัมผัสแสงแดดตามเวลาท้องถิ่นให้มากที่สุด แสงสว่างคือผู้ช่วยสำคัญในการเรียกตื่นนาฬิกาชีววิทยา ของคุณ

อย่าใช้ยาช่วยนอนหลับโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ความเสี่ยงมีมากกว่าประโยชน์ ลองดื่มน้ำอุ่นที่ผสมกับน้ำหนึ่งช้อนชาแทน หรือดื่มชาแคมอมายล์ก่อนนอนอาจช่วยได้

2. ระวังการติดเชื้อจากน้ำและอาหาร

นี่อาจเป็นเรื่องที่ประณามเล่นไม่ได้จริงๆ ปัญหาหลักคือเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือพยาธิ ซึ่งอาจซ่อนตัวอยู่ในน้ำที่ไม่สะอาด หรืออาหารที่เก็บรักษาแบบไม่ถูกวิธี

สิ่งที่ควรเป็นห่วง:

  • น้ำประปา: ในบางประเทศน้ำประปาอาจไม่ปลอดภัยสำหรับคนต่างชาติ ควรดื่มน้ำขวดที่มีฉลากสมบูรณ์ แม้แต่น้ำแข็งก็ต้องเก็บตัว
  • อาหารสด: ผลไม้ที่ปอกเปลือกเองได้ (เช่น กล้วย มะพร้าว) มักปลอดภัยกว่า แต่ถ้าไม่แน่ใจให้หลีกเลี่ยง
  • อาหารข้างทาง: ไม่ควรกินอาหารจากรถเข็นถ้าคุณไม่มั่นใจว่าเก็บรักษาอย่างไร อาหารสด ๆ ร้อน ๆ ที่ปรุงอยู่ต่อหน้าคุณมักจะปลอดภัยกว่า

การป้องกันที่ดีที่สุดคือล้างมือบ่อยๆ ใช้ปากน้ำหรือเจลทำความสะอาดมือ นำแอลกอฮอล์ไปด้วย ก่อนกินอาหารใดๆ นั่นคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่ใช่อาหารเท่านั้น

3. บริหารจัดการการเจริญพันธุ์ของแมลงวันและเชื้อโรค

แมลงวันไม่ใช่เพียงเรื่องรำคาญ มันอาจเป็นพาหะนำของเชื้อโรค ไข้เดงกี่ ไข้มาลาเรีย และไข้บ้านหนู ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่คุณไปท่องเที่ยว

วิธีป้องกัน: ใช้สเปรย์ขับแมลง ที่มี DEET (diethyltoluamide) อย่างน้อย 30% เพื่อให้ผลนาน 8 ชั่วโมง สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงยาว เมื่อออกไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะตอนตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนถึงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น นั่นคือเวลาที่แมลงวันออกหาอาหาร

ควรตรวจสอบจากสำนักสถาบันวัฒนโรค หรือเว็บไซต์ วิกิพีเดีย ว่าพื้นที่ท่องเที่ยวของคุณมีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อใดบ้าง แล้วหารือกับแพทย์ว่าต้องฉีดวัคซีนหรือใช้ยาป้องกันล่วงหน้า เล่นปลอดภัยดีกว่าเสี่ยง

4. ไม่ลืมน้ำหลัก: ดื่มน้ำให้เพียงพอ

ง่ายจริงๆ ว่าดึงดันไปกับการท่องเที่ยว เรามักลืมดื่มน้ำเพราะ ไม่อยากขัดจังหวะการชมวิว หรือกังวลเรื่องห้องน้ำ บางคนเดินทางในช่วงที่อากาศร้อน แต่ยังคงดื่มน้ำน้อย จนกระทั่งร่างกายเข้าสู่สภาวะขาดน้ำ

อาการขาดน้ำ อาจเริ่มด้วยปวดหัว เมื่อยล้า อ่อนแรง สุดท้ายสามารถพัฒนาไปเป็นการชักหลอน อ่อนเพลีย หรือมึนงง ซึ่งอันตรายมากในขณะที่เดินทาง

คำแนะนำ: วางแผนให้ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่รอจนกระหายน้ำ โดยเฉพาะตอนเดินเที่ยวในอากาศร้อนหรือสูง นำขวดน้ำซ้ำใช้ได้ไปด้วยตลอดเวลา ในบ่อน้ำร้อนธรรมชาติหรือสระว่ายน้ำร้อน อย่าลืมดื่มน้ำแม้จะรู้สึกเย็น เพราะอากาศหนาวก็ยังทำให้เสียน้ำจากตัวผ่านการหายใจ

5. บริหารประจำวันเพื่อเหลือความจำ: นั่งพักและยืดเส้นหลายๆ ครั้ง

การนั่งหรือยืนนานติดต่อกัน ไม่ว่าจะบนเครื่องบิน รถบัส หรือเดินเที่ยวตลอดวัน อาจทำให้เกิด ลิ่มเลือดหลอดเด็ก (Deep Vein Thrombosis หรือ DVT) ซึ่งเป็นสภาวะอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

การเคลื่อนไหวขาและอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยง

สิ่งที่ควรทำ:

  • ขณะบินเครื่องบิน ลุกขึ้นยืนและเดินไปมาในทางเดินเครื่องทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง
  • ที่ที่นั่ง ให้ทำแบบฝึกหัดยืดหลัง หมุนข้อเท้า แล่นนิ้วเท้า ไม่ทำให้ปลายขาหยุดไหลเวียนเลือด
  • สวมถุงเท้ายืดหยุ่น ซึ่งช่วยดันน้ำโลหิตให้ไหลกลับสู่หัวใจ
  • ดื่มน้ำและลดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ขาดน้ำและการไหลเวียนแย่ลง

6. ตรวจสอบประกันท่องเที่ยว และสภาพร่างกายเบื้องต้นก่อนไป

นี่เป็นเรื่องที่บ่อยครั้งถูกมองข้าม แต่มันเป็นตัวช่วยชีวิตจริง

ท่องเที่ยวเทรนด์ไกด์
วรรณา เจริญสุข
ที่ปรึกษาและนักเขียนด้านท่องเที่ยว อาหาร และไลฟ์สไตล์ มุ่งแบ่งปันความรู้จากประสบการณ์ตรงกว่า 12 ปี