จริงหรือที่ "ท่องเที่ยวช้า" ถึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด? ความคิดเห็นจากการเดินทางของฉันตลอด 10 ปี
ข้อสงสัยที่ผมมีมาตั้งแต่ได้ยินครั้งแรก
ก่อนจะถึงไป ผมต้องยอมรับว่าเมื่อได้ยินคำว่า "ท่องเที่ยวช้า" เป็นครั้งแรก ผมนึกว่ามันเป็นเรื่องของผู้คนที่ขี้เกียจขึ้นเขาหรือไม่ชอบแสวงหาประสบการณ์ใหม่ เดินทางอย่างช้าๆ ฟังเหมือนว่าคุณกำลังเปลืองเวลา เมื่อเทียบกับตารางการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม ที่พยายามให้ได้มากที่สุดในระยะเวลาอันสั้น
แต่นั่นแหละ—ผมคิดผิด ตรวจสอบแล้ว
เริ่มต้นด้วยการทุบตีตัวเองอย่างหนัก
ผมเคยเป็นนักท่องเที่ยว "ตามรายการ" ที่แย่ที่สุด ทั้งวัตต์ 5 วัน ต้องไปตึกสูง 8 แห่ง กินข้าว 12 ที่ ถ่ายรูปชุดเดียวใจ 40 ครั้งเพื่อให้ได้โพสต์ instagram ที่ดีที่สุด ที่สิ้นสุดลงคืนนั้น ผมจำได้แค่ว่าเมื่อย ขา หนา หน้ายุ่งเหยิง และมีความรู้สึกว่างเว่ที่ไม่มากไปกว่า "ว้าว พวกสถานที่นั้นจริงอยู่นี่"
ไม่มีการเชื่อมต่ออย่างแท้จริง ไม่มีการพูดคุยกับคนท้องถิ่น ไม่มีการรู้ สึกวัฒนธรรม แค่ "ถูกบัลลังก์" ผ่านสถานที่จนจบ
มันเป็นวิธีการเดินทางที่ใช้ร่างกายและจิตใจมากเกินไป
ประมาณปีที่สี่หรือห้าของอาชีพการท่องเที่ยวของผม เรื่องก็เปลี่ยนไป ผมตัดสินใจว่ามีเพียง 3 วัน ที่จะอยู่ในนครสวรรค์เชียงใหม่ แทนที่จะพยายามดูทุกวัด ผมเลือกที่จะเข้าวัดเดียว นั่ง ฟังอาจารย์วัด ดื่มชา และพูดคุยกับพระภิกษุรุ่นเยาว์ที่บังเอิญว่าสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ครั้งนั้น ประเด็นที่ทำให้ผมตกใจคือ—ไม่ใช่วิหารที่งดงาม แต่เป็นเรื่องราวที่พระภิกษุเล่า เกี่ยวกับการตัดสินใจออกจากกรุงเทพเพื่อช่วยสมเด็จพระสังฆราชแห่งเขตพื้นที่นั้น
นั่นคือช่วงเวลาที่ผมตื่นขึ้นมา
ท่องเที่ยวช้า—มันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับความเร็ว
ปรากฏว่า "slow travel" ไม่ได้หมายความว่าเดินอย่างคดเคี้ยวเหมือนหนอนดำเนิน มันเกี่ยวกับ ความตั้งใจเลือกจุดเน้น และสถานที่ที่คุณมาเยือน
เมื่อคุณอยู่ในสถานที่นั้น นานพอที่จะเห็นจังหวะของพืช ทำให้คุณสามารถ:
- ไปที่ตลาดท้องถิ่นในเวลาหลังสูร์ แล้วเห็นว่ามาม่าขายอาหารเช่นไรต่อกับเด็กหนุ่มสาวที่ลงมามั่วเมืองกับวัยรุ่น
- พยายามเรียนรู้ 10 คำไทยแรกจากคนเก็บขยะ แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ขณะเดินเล่น
- นั่งดื่มกาแฟที่ร้านกาแฟเปิดใหม่ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าเขาจะเล่าเรื่องของการออกจากงานในบ้าน
- ทำให้มันเป็นประจำที่จะไปกินข้าวเหนือ ร้านเดียว ของคนเดียว ทุกมื้อเช้า
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความช้า มันเกิดขึ้นเพราะ การอยู่ ยังคง มากกว่า การผ่านไป
ความรู้สึกที่ผมพบเมื่อค่อยเดินทาง
คุณรู้ว่าที่แตกต่างจริงๆ คืออะไร? เมื่อเดินออกจากสถานที่แล้ว ผมจำไม่ได้ว่าตึกใดเก่าแก่สุด หรือถนนไหนวิว ดีที่สุด แต่ผมจำได้อย่างชัดเจนว่า ร้านเก่าๆ ขายหมูเชื่อ ที่มีลูกชาย ชาวต่างชาติจำนวนมากเข้าไปกิน เพราะเป็นโปรดของเด็กชาย 8 ขวบ ที่ส่งหนังสือไปเรียนที่ อเมริกา
ฉันยังจำได้ถึงการเดินลิเก้ยักษ์ ที่นางนักร้องนั้นถูกมาแพร่พันทำให้ติดใจเรื่องว่า ทำไมชาวต่างชาติถึงมาที่นี่มากมาย แม้ว่ามันไม่ใช่สถานที่ที่สวยสุดของเมืองนั้น
ชีวิตของคนเป็นไฟที่ทำให้สถานที่นั้นสวย ไม่ใช่ในทางกลับกัน
แต่เรามาโต้เถียงกันบ้าง—ท่องเที่ยวช้า ไม่ใช่ทางเดียว
ผมต้องสัตย์ต่อตัวเองว่า "slow travel" ไม่เหมาะกับทุกคน ไม่ใช่เรื่องของความจริง ยุติธรรม ความฉลาด หรือสติปัญญา มันเกี่ยวกับ เวลา งบประมาณ สถานการณ์ส่วนตัว และสิ่งที่คุณกำลังค้นหา
- ถ้าคุณมีเพียง 4 วัน ที่จะไปเยี่ยมประเทศ คุณต้องเดินทางแบบจัดเต็ม ไม่มีการหนีไป
- ถ้าคุณเป็นคนชื่นชอบการผจญภัยหรือกีฬา การท่องเที่ยวช้าอาจดูคล้ายการปล่อยของที่คุณรักที่สุด
- ถ้าคุณเดินทางเพื่อให้รายการยาว นั่นก็ไม่เป็นไร ความส่วนตัวของคุณเป็นความจริง
แต่สิ่งที่ผมอยากบอกคือ การทำให้สัญญาว่าเมื่อคุณหยุด คุณจะได้พบเรื่องราวที่หลอกลวงและขัดขวางไปมา ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ เข่นในภาพยนตร์
ความสมดุลคือสิ่งที่สำคัญ
ผมเชื่อว่าคำตอบที่ดีที่สุดอยู่ระหว่าง "fast" และ "slow" ในเรื่องของ การค้นหาอาหาร ที่จริง ในเมือง ผมยังไปวัดเก่า และพิพิธภัณฑ์ แต่ไม่ยึดอย่างจดจำ ผมทำให้พอใจแล้วไปนั่งดื่มกาแฟ แล้วสังเกต
ผมมีสถานที่ที่ต้องไป แต่ผมไม่จัดเต็มวันแบบตารางรถไฟ ไม่ใช่เพราะความขี้เกียจ แต่เพราะ เวลาว่าง นั่นคือที่ตั้งแบบต่าง ที่เรื่องราวแท้จริงอยู่
ความคิดสรุปของผม
หากคำถามของคุณว่า "ท่องเที่ยวช้าเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือ" ผมจะตอบว่า ไม่ใช่ "ดีที่สุด" แต่เป็นการทำให้เป็นไปได้มากขึ้นที่คุณจะพบสิ่งที่ไม่เคยคาดหวัง
การเดินทางอย่างช้าๆ คือการมอบตัวให้กับสถานที่ เป็นการบอกว่า "ฉันไม่ได้มาเพื่อเก็บประตู หรือเติมรายการ ฉันมาเพื่อรู้จักคุณ" และมันทำให้สถานที่นั้นเปิดใจให้คุณ ด้วยวิธีที่ตารางการจำนวน 10 ที่ต่อวัน ไม่เคยทำได้
ถ้าคุณมีเวลาและอยากเลองท่องเที่ยวแบบเก่านี้ ลองสักครั้งสิ อย่างน้อยคุณจะได้เรียนรู้เรื่องเก่าตัวเองที่ต้องการประทับใจ จากสถานที่ หรือจากคนแปลกหน้าในสถานที่นั้น
และนั่น นั่นคือการท่องเที่ยว ที่ฉันมักจะต้องการกลับมา